สำหรับเวลา 1 ปีกับการแข่งรถ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย มากกว่าแค่ทักษะการขับรถ แต่มันคือประสบการณ์กับข้อคิดชีวิตที่หายาก และถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนทัศนะคติบางอย่างของการใช้ชีวิตเลยทีเดียว
ถ้าเปรียบความอดทนเสมือนบ่อน้ำ สมัยก่อน ก็คงมีบ่อน้ำที่ตื้นมาก แต่พอมีน้ำจากหลายสายไหลเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งแรง ทั้งเบา เลยทำให้บ่อนี้ค่อยๆ ลึกขึ้น พอที่จะรองรับน้ำได้มากกว่าเดิม
สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างก็คือ “ตัวเอง” โดยเฉพาะจุดอ่อน ที่เกิดมาจากสังคมที่ดี ครอบครัวที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี นั่นก็คือการมีเกราะป้องกันที่บางเกินไป ทำให้ไม่กล้าสู้คน คิดถึงคนอื่นมากกว่าจนทำร้ายความรู้สึกตัวเองโดยไม่รู้ตัว และความกลัวที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีจนเกินไป สิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคในการดำเนินชีวิตบนโลกแห่งความเป็นจริงที่มีแต่การต่อสู้แข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ก็เหมือนกับการแข่งรถ ทำให้สนามแรกจนถึงสนามก่อนสุดท้าย มีแต่ความกดดันที่ไม่ได้มาจากใครเลย นอกจากตัวเอง จึงส่งผลให้ทำออกมาไม่เต็มที่เท่าที่ควร รู้สึกได้ถึงคำว่า “แพ้” ก่อนที่จะลงแข่งซะอีก
แต่แล้ว คนที่ใกล้ชิดกับเราที่สุดก็่คอยให้กำลังใจในทุกสนาม พยายามชี้ให้เห็นบางอย่างที่เรามองไม่เห็น พยายามปลอบใจ ถึงแม้ตอนนั้นเราจะเห็นเป็นความกดดันก็ตาม ในที่สุด เราก็ได้เรียนรู้้ว่า"ในเมื่อทุกคนมีโอกาสท่่ีไม่เท่ากัน ถ้าเราได้มาแล้ว เราก็ควรจะรักษาและทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม เราจะไม่หันกลับมาเสียดายภายหลังว่าเราไม่ได้ทำเต็มที่" ความรู้สึกของสนามสุดท้ายมันเหมือนได้หลุดพ้นจากความกลัว ออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพรียบพร้อมไปด้วยความมั่นใจ แต่ไม่ได้มั่นใจที่จะเป็นที่หนึ่ง มั่นใจที่เราสามารถต่อสู้กับตัวเองและคนอื่นได้ด้วยความสามารถ มีมารยาท เสียสละบ้างในบางที รู้จักคำว่า “น้ำใจนักกีฬา” อย่างแท้จริง
ความภูมิใจในครั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตำแหน่งที่ได้เลย แต่อยู่ที่เราสามารถ “ชนะใจตัวเอง” ได้ในที่สุด เป็นคนใหม่ที่มีเกราะป้องกันหนาขึ้น พร้อมจะสู้กับชีวิตต่อไป ไม่ว่าสิ่งเลวร้ายอะไรจะเกิดขึ้น
การก้าวผ่านอีกขั้นหนึ่งของชีวิตในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ”พ่อกับแม่”ที่เป็นผู้มอบโอกาสและสิ่งดีๆ สนับสนุนเราตลอดมา และ”ต้อง”คนที่ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของโอกาสนั้น เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำดีที่สุดบนพละกำลังของเราเอง “พี่เอ็ด พี่อ๊อด” ที่คอยอำนวยความสะดวกและจัดการเรื่องทุกอย่างให้ผ่านไปได้ด้วยดี คนที่ลืมไม่ได้เลย คืออาจารย์คนเก่งของเรา “พี่ณัฐ” ที่นอกจากจะสามารถทำให้ผู้หญิงธรรมดาคนนึง กลายเป็นนักแข่งที่มีฝีมือถึงขั้นพอเรียกว่าดีได้แล้ว พี่ณัฐยังสอดแทรกบทเรียนของการฝึกความอดทน มุมานะ ใจเย็น มีน้ำใจนักกีฬา จนในที่สุด ทำให้เราได้กลายเป็นนักกีฬาที่ดีได้อย่างเต็มตัว ต้องขอยกนิ้วให้เลยทีเดียว สุดท้าย ก็ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกคำแนะนำ และหวังว่าเราจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อคิดที่ดี ทำให้ชีวิตเรา มีความสุขได้จากตัวเองและสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้อีกด้วย ....
รอจนกว่าจะถึงวันนั้น อีกไม่กี่วัน ฝันเป็นจริง บรีส ขอมอบ เจ้าบ่าว ให้ไว้
ขอขอบคุณ สปอนเซอร์ ทุกท่าน บ้ายบาย